วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พุทธประวัติ


พุทธประวัติ
๑.๑ การแสดงปฐมเทศนา
หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงดำริถึงบุคคลที่จะแสดงธรรมให้ฟังเป็นคนแรก ในเบื้องต้นทรงละลึกถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส แต่ทรงทราบว่าท่านทั้งสองได้เสียชีวิตแล้วจึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๑) เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อตอบปัญหาความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากการบำเพ็ยทุกรกิริยาพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาเสวยพระกระยาหาร ในมุมมองของปัญจวัคคีย์เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรพยายามเพื่อการตรัสรู้กาลายเป็นคน “เห็นแก่กิน” จึงพากันแยกทางหนีจากพระองค์ไป ดังนั้นเพื่อจะตอบปัญหาที่ค้างคาใจของปัญจวัคคีย์ และประสงค์ให้รู้ว่า “ทุกรกิริยามิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม แต่อริยมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์” พระองค์จึงทรงมุ่งหวังแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่นเป็นประการสำคัญ
(๒) ทรงประสงค์ให้ปัญจวัคคีย์เป็นสักขีพยานการตรัสรู้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญจวัคคีย์คือคณะบุคคลกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงออกบวชตาม และรู้เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมเพื่อการตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างดี ดังนั้นปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสักขีพยาน การตรัสรู้ของพระองค์
๒) ใจความสำคัญของปฐมเทศนา แบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้
ใจความตอนแรก ทรงแสดงถึงทางสุดโต่งหรือสุดขั้ว ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอันเป็นทางหย่อนเกินไป และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป้นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นทางตึงเกินไป จึงทรงแนะนำทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรคมีองค์แปด หรือ ไตรสิกขา เพื่อเป็นทางเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องนำไปสู่ความสงบและการตรัสรู้
ใจความตอนกลาง ทรงแสดงถึง อริยสัจ คือ ความจริงที่ประเสริฐ ๔ ประการที่พระองค์ได้ตรัสรู้ได้แก่ ความจริงว่า ด้วยความทุกข์ (ทุกข์) ความจริงว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ ((สมุทัย) ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ (นิโรธ) และความจริงว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) อันเป็นวิธีการแก้ทุกข์หรือปัญหาที่ถูกต้อง โดยทรงอธิบายถึงกระบวนการตรัสรู้อริยสัจจว่าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ตามขั้นตอนอย่างไร
ใจความตอนสุดท้าย ทรงแสดงว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว โดยทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
๑.๒ โอวาทปาฏิโมกข์
ภายหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จประกาศหลักคำสอนพร้อมกับส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ในขณะที่พระองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารที่เมืองราชคฤห์ ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายสวนไผ่และสร้างที่ประทับของพระพุทธเจ้า เรียกว่า วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
ในวันเพ็ญเดือน ๓ แห่งปีการตรัสรู้ พระอรหันตสาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมายมาก่อน พระพุทธองค์ได้ถือเอาการประชุมใหญ่ครั้งนี้เอง (จาตุรงคสันนิบาต) แสดงโอวาทปาฏิโมข์
โอวาทปาฏิโมกข์ แปลว่า “โอวาทที่ทรงประทาน” หรือ “คำสอนที่เป็นหลักใหญ่” หมายถึงธรรมะที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจึงนิยมเรียกโอวาทปาฏิโมกข์ว่าเป็น “หัวใจพระพุทธศาสนา
ใจความสำคัญของโอวาทปาฏิโมกข์แบ่งออกเป็น ๓ ตอนเรียงตามลำดับดังนี้
ความตอนแรก ทรงแสดงหลักการและแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธศาสนาได้แก่
(๑) ความอดทน (ขันติ) คือ ความอดกลั้นเป็นตบอย่างยิ่ง หมายถึง การบำเพ็ญตบะ (การทรมานตน) ด้วยวิธีการต่างๆ นั้น ไม่ใช่เป็นวิธีการเผาผลาญบาปและกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ สาระสำคัญของตบะตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แก่ ขันติธรรม คือ ความอดทนที่จะดำเนินตามวิธีการที่ถูกต้อง มีจิตใจมั่นคงเข็มแข็งตั้งตนในหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ท้อถอย
(๒) พระนิพพานเป็นธรรมสูงสุด หมายความว่า พระนิพพานเป็นอุดมการณ์หรือจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา อันได้แก่ การดับกิเลสคือความโลภ ความโกรธ และความหลง
(๓) บุคคลที่ยังทำร้ายผู้อื่น ไม่ถือว่าเป็นบรรพชิต หมายถึง บุคคลผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ถือว่าเป็นสมณะ พระภิกษุสงฆ์ต้องไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ใครๆ ควรเป็นผู้ประกอบด้วยความเตตากรุณา ปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์และความสงบสุขของคนทั้งปวง
ความตอนที่ สอง ทรงตรัสสรุปข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาลงเป็นหลักการสำคัญซึ่งชาวพุทธมักเรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา มี 3 ประการคือ
๑. การไม่ทำบาปทุกอย่าง (ละชั่ว สะอาด)
๒. ยังกุศลให้ถึงพร้อม (ประพฤติดี สว่าง)
๓. ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว (ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สงบ)
ความตอนที่สาม ทรงแสดงถึงหลักการประพฤติปฏิบัติตนในการทำงานของผู้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่าจะต้องประกอบไหด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
๑. ต้องเป็นผู้ไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
๒. เคร่งครัดในระเบียบวินัย
๓. รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร
๔. มีจิตใจแน่วแน่เข็มแข็ง ฝึกพัฒนาจิตของตนอยู่เสมอ
๕. มุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย

๑.๓ การศึกษาพุทธประวัติจากพระพุทธรูป
๑) กำเนิดพระพุทธรูป ในทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่าพระพุทธรูปหรือรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้าเริ่มสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ สมัยคันธารราษฎร์ เมื่อพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายเกรีกแห่งแคว้นคันารหรือคันธารราษฎร์ทางตอนเหนือนของอินเดียและชาวกรีกได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ช่างชาวกรีกที่เคยนับถือเทพเจ้าและสร้างรูปเคารพมาก่อนจึงจำหลักศิลารูปพระพุทธเจ้าขึ้นเคารพบูชาเป็นครั้งแรก
  ในระยะแรกของการสร้างพระพุทธรุปจะนิยมสร้างตามปางพระพุทธรูปตามสังเชนียสถานทั้ง ๔ คือ ที่ประสูติสร้างเป็นรูปพระโพธิสัตว์ ที่ตรัสรู้ปางมารวิชัย ที่แสดงปฐมเทศนาจะยกพระหัตถ์จีบนิ้วพระหัตถ์เป็นรูปวกกลม ที่ปรินิพพานปางไสยสน์ และต่อมาการสร้างพระพุทธรุปก็ได้แพร่หลายทั้งในประเทศอินเดียและประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย
๒) วัตถุประสงค์ของการสร้างพระพุทธรูป มีดังนี้
๑. เพื่อเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้าในการสักการบูชา
๒. เพื่อเป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าเคยมีพระชนม์อยู่จริง
๓. เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดความศรัทธาน้อมนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
๔. เพื่อน้อมจิตใจพุทธศาสนิกชนให้ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติและยึดเหนี่ยวจิตใจเลื่อมใสศรัทธาของพุทธบริษัท
๕. เพื่อแสดงถึงพลังศรัทธาและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัย
๖. เพื่อเป็นหลักฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เคยแผ่ขยายเข้ามานดินแดนนั้นๆ
๓) ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป
(๑) พระเกตุมาลา คือส่วนที่นูนขึ้นตรงกระหม่อมกลางศีรษะ เรียกว่า อุณหิสตามตำรามหาปุริสลักษณะ พระเกตุมาลาเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระพุทธรูปและรูปของพระสาวกและมนุษย์ทั่วไป
(๒) พระศก คือ ผมที่ขมวดเป็นปมเวียนขวาคล้ายก้นหอย
(๓) พระรัศมี คือ รูปเปลวเปล่งรัศมีตั้งอยู่บนพระเกตุมาลา
นอกจากลักษณะดังกล่าวนี้ พระพุทธรูปยังมีลักษณะพิเศษอื่นๆ อีกเช่นพระอุระที่นูนเป็นพิเศษ พระกรกลมกลึงและเรียวงาม นิ้วพระหัตถ์มีทั้งที่เสมอกันทุกนิ้วหรือสั้นยาวตามลักษณะสำคัญพระหัตถ์อูมอิ่ม พระชงฆ์ไม่คดงอ พระบาทอวบอูมเป็นต้น
สำหรับลักษณะการห่มจีวร ในสมัยแรกของการสร้างพระพุทธรูป นิยมออกแบบให้ห่มจีวรคลุมพระวรกายทั้งหมด ต่อมาภายหลังได้ออกแบบให้ห่มจีวรตามพระวินัย กล่าวคือ ห่มเฉวียงพระอังสา (เปิดพระอัสาขวา) และมีผ้าสังฆาฎิพาดที่พระอังสาข้างซ้าย ห้อยลงมาเกือบถึงพระนาภี

การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในทวีปยุโรป

การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในทวีปยุโรป
ในช่วงพุทธศตวรรษต้นๆ พระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายเข้าไปในยุโรเมื่อประชาชนของประเทศต่างๆ ในเอเชียที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เขมร และบางส่วนของประเทศจีน ซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของชาติยุโรปได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ด้วยสำหรับสาเหตุแห่งความประทับใจในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของชาวยุโรปสามารถสรุปได้ดังนี้
(๑) การให้อิสระแก่ผู้ศึกษาและนับถือ ชาวยุโรปโดยทั่วไปมีความเชื่อในวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน จึงเชื่อในหลักการที่ไม่บังคับให้ผู้ศึกษาและนับถือชาวยุโรปโดยทั่วไปมีความเชื่อในวิทยาศาสตร์เป็นฟื้นฐาน จึงเชื่อในหลักการที่ไม่บังคับให้ผู้ศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเชื่อในวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน จึงเชื่อในหลักการที่ไม่บังคับให้ผู้ศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเชื่อในทันทีทันใดจนกว่าจะได้ศึกษาใคร่ครวญ ตรวจสอบพิจารณาและลงมือปฏิบัติแล้วได้ผลจริงตามที่ทรงสอนเสียก่อน
(๒) ความเป็นศาสนาแห่งเสรีภาพและเมตตาธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาส่งเสริมให้ประชาคมโลกมีความรัก ความเตตากรุณาต่อกัน ไม่ข่มแหงรังแกเบียดเบียนทำร้ายกัน ร่วมทั้งส่งเสริมเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค
ด้วยหลักการของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ทำให้ชาวยุโรธสนใจที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาและประกาศตนเป็นพุทธมามกะเพิ่มขึ้น การแผ่ขยายของพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศต่างๆในยุโรปมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบันดังนี้
๑) ด้านวรรณกรรม งานเขียนวิชาการทางพระพุทธศาสนาถือเป็นส่วนสำคัญและเป็นแรงจูงใจประการหนึ่งที่ทำให้ชาวยุโรปสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนชื่อ “ศาสนจักรแห่งบูรพทิศ” โดยสเปนเซอร์ อาร์ดี และงานเขียนของเซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ชาวอังกฤษ ชื่อ “ประทีบแห่งเอเชีย”
นอกจากวรรณกรรมดังกล่าวแล้วยังมีการจัดพิมพ์ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษโดยสมาคมบาลีปกรณ์และมีการออกวารสารทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ เช่นวารสาร “พระพุทธศาสนา” ของพุทธสมาคมระหว่างชาติสาขาลอนดอน “พุทธศาสตร์ปริทรรศน์” ของสมาคมเกรดบริเตน และวารสาร “ทางสายกลาง” ของพุทธสามาคมลอนดอน เป็นต้น รวมทั้งหนังสือและวารวาหลายภาษาที่ออกโดยสมาคมชาวพุทธของประเทศต่างๆ ในยุโรป
๒)ด้านการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม ได้มีการก่อตั้งมูลนิธิและสมาคมทางพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่การเรียนรู้และการปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา เช่นสมาคมบาลีปกรณืในประเทศอังกฤษได้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก พุทธสมาคมระหว่างชาติสาขาลอนดอน พุทธสมาคมเมืองไลป์ซิกและศาสนสภาแห่งกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยรมณี, พุทธสมาคมชื่อ “เลซามีดูบุดิสเม” (Les Amis du bouddhisme) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการนำของ นางาสวคอนสแตนต์ ลอนสเบอรี่ พุทธสมาคมในรัสเซียเชื่อว่า “บิบลิโอเธคา พุทธิคา” พุทธสมาคมในกรุงเฮก ประเทศเนธอร์แลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้น ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศได้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในประเทศต่างๆ ของยุโรป โดยมีพระสงฆ์ไทยและพระสงฆ์ชาวต่างประเทศปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนวิปัสสนากรรมฐานให้แก่ชาวพุทธในต่างประเทศ
๓) ด้านการประกอบกิจกรรมและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา มีการประกอบกิจกรรมและศาสนาพิธีทางพระพุทธศาสนา โดยมีวัด มูลนิธีและพุทธสมาคมเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติธรรม ทั้งการปฏิบัติธรรมเพื่อความรู้ความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

๑.๓การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในทวีปอเมริกาเหนือ
ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีชาวเอเชียอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ด้วย โดยในระยะเริ่มต้นเป็นการเผยแผ่เฉพาะในกลุ่มของตนและขยายกว้างออกไปในกลุ่มประชาชนของประเทศนั้นๆ ในที่สุด
พระพุทธศาสนาในทวีปอเมริกาเหนือได้เจริญรุ่งเรืองในประเทศต่างๆ ที่สำคัญได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนนาดา กล่าวคือ ชาวญี่ปุ่นได้สร้าววัดพระพุทธศาสนานิกายสุขาวดีขึ้นที่นครซานฟรานซิสโกใน พ.ศ. ๒๔๔๘และได้มีการก่อตั้งสมาคมพระพุทธศาสนาแห่งอเมริกาขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๗ และสมาคมสหายพระพุทธศาสนาในพ.ศ. ๒๔๘๕ดดยสมาคมเหล่านี้จะทำหน้าเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ การปฏิบัติธรรมและการศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
จากความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาของชาวอเมริกันและชาวแคนนาดา ได้มีการศึกษาพระพุทธศาสนาในเชิงวิชากร โดยการเปิดสอนหลักสูตรพุทธศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยวิสคอนซินใน พ.ศ.๒๕๐๔ และมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยพุทธรรมขึ้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเปิดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก
ปัจจุบันมีวัดไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาเป็นจำนวนมาก โดยพระสงฆ์ไทยได้เนินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเผยแผ่หลักธรรมคำสอน และนำการปฏิบัติธรรมในนามพระธรรมทูตแห่งคณะสงฆ์ไทย ซึ่งสร้างศรัทธาและความเลื่อมในให้แก่ชาวอเมริกัน นับได้ว่าการเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกามีความเจริญรุดหน้ามากยิ่งขึ้น

๑.๔ การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาในทวีปออสเตรเลียและทวีปแอฟริกา
ประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ถือได้ว่าเป็นดินแดนสำคัญที่มีการเข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นต้นมา ได้มีการก่อตั้งพุทธสมาคมขึ้นในประเทศออสเตรเลียเพื่อศึกษา เผยแผ่และปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา และได้รวมกันเป็นสหพันธ์พระพุทธศาสนาแห่งออสเตรีเลียโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงแคนเบอร์รา รวมความว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศออสเตรเลียมีความเจริญรุดหน้าไปมากพอสมควร สำหรับประเทศนิวซีแลนด์การเผยแผ่พระพุทธศาสนายังอยู่ในจำนวนจำกัดส่วนมากจะดำเนินการโดยพระภิกษุสงฆ์ชาวอังกฤษ ทิเบตและญี่ปุ่น ซึ่งจำนวนผู้นับถือพระพุทธศาสนาในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก และจำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น
สำหรับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทวีปแอฟริกายังไม่มีความเจริญก้าวหน้ามากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการนับถือและประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของพุทธที่เป้ฯคนต่างถิ่นเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศเหล่านั้น โดยอาศัยสถานทูตของประเทศตนเองเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

๒. ความสำคัญของพระพุทธศาสนา
๒.๑ พระพุทธศาสนากับการสร้างสรรค์อารยธรรมโลก
พระพุทธศาสนาในฐานะแหล่งสร้างสรรค์ความคิดและพ่อเกิดแห่งภูมิปัญญาได้มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์อารายธรรมโลก ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
๑) ด้านจิตใจ การที่ชาวโลกหันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนานั้น เพราะเกิดความเชื่อมั่นในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาว่าสามรถให้คำตอบทางด้านจิตใจ อันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ พระพุทธศาสนาจึงกล่าวเป็นแหล่งข้อมูลและให้คำตอบกับปัญหาทางด้านจิตใจที่มีเหตุมีผลและเกิดผลเป็นความจริงหานำไปปฏิบัติตามที่พระพุทธทรงสอบ และมีส่วนสำคัญนากรพัฒนาสร้างสรรค์อารยธรรมด้านนี้ตลอดระยะเวลา ๒.,๐๐๐ กว่าปีที่พุทธศาสนาอุบัติขึ้นมา
๒) ด้านวิชาการและภูมิปัญญาสากล หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาอุดมไปด้วยหลักปรัชญาอันเป็นแหล่งรวมวิทยาการสาขาต่างๆง พระไตรปิฎกจึงเป็นแหล่งรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแหล่งข้อมูลและคลังภูมิปัญญา โดยมีหลักคำสอนที่สอดคล้องกับความจริงในธรรมชาติ หลักของความเป็นเหตุเป็นผลที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ด้วยการทดลอง หลักคำสอนในพุทธศาสนาจึงถูกตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลกในภาษาต่างๆ มากมาย
๓) ด้านวัตถุ พระพุทธศาสนาคือแหล่งสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นวัตถุและสืบทอดให้เป็นมรดกแห่งอารยธรรมโลก โดยอาศัยความศรัทธาเสื่อมในพระพุทธศาสนา เช่นพระพุทธรูป เจดีย์ วัดและศาสนาสถานอื่นๆ ซึ่งศาสนวัตถุเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสรรค์ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแรงบันดาลใจนอกจากนี้ยังมีปูชณียสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาหลายแห่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เช่นวัดพระศรีรัตนศาสตดารามในประเทศไทย บุโรพุทธโธในประเทศอินโดนีเซีย เจดีย์ซเวดากองในสหภาพพม่าพระพุทธรูปไดบุทซึในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

๒.๒ พระพุทธศาสนากับการสร้างสันติสุขแก่ชาวโลก
พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเป็นไปเพื่อความสงบสุขสันติมากมายดังต่อไปนี้
๑) หลักคำสอนเรื่องความไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น เช่นหลักเบญจศีล เบญจธรรมซึ่งถือว่าเป็นหลักธรรมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่สอนให้คนเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานของกันและกัน
๒) หลักคำสอนเรื่องความเมตตากรุณา พระพุทธศาสนาสอนให้มีเมตตาในการคิด พุดและทำ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง รู้จักให้อภัยเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นดังนี้ พระพุทธศาสนาจึงมีหลักการว่า สัพเพ สัตตา มวลมนุษย์ต่างเป็นเพื่อนเกิด แก่เจ็บ ตายร่วมกันทั้งสิ้น จึงเกิดหลักการต่อมาว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
๓) หลักคำสอนเรื่องความอดทนและความอดกลั้น ด้วยหลักคำสอนดังกล่าวจึงทำให้เรื่องร้ายแรงต่างๆ และสงครามไม่เกิดขึ้นและจากหลักคำสอนเรื่องความเมตตาและความอดทนต่อกันนี้เองจึงทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข
๔) หลักคำสอนเรื่องความแตกต่าง พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเพื่อความเป็นคนใจกว้างให้ยอมรับความแตกต่างอันนำไปสู่การคารพสิทธิของบุคคลอื่น โดยเฉพาะความแตกต่างทางด้านทิฐิหรือความคิดเห็น และด้านความเชื่อ ด้วยการให้เกียรติและเคารพในความคิดเห็นของบุคคลอื่นรวมทั้งความแตกต่างกันใน ด้านการนับถือพระพุทธศาสนาไม่ยกย่องศาสนาและความเชื่อของคนเองเพื่อไปลบหลู่ดูหมิ่นลัทธิความเชื่อหรือศาสนาอื่น ด้วยหลักการดังกล่าวนี้จึงไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติว่าได้เกิดสงครามศาสนาระหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่นใด
นอกจากหลักการดังที่กล่าวมาแล้ว พระพุทธศาสนายังมีหลักคำสอนเพื่อความสงบสุขของประชาคมโลกอีกมากมาย ดังเช่น หลักคำสอนเรื่องความเสียสละ หลักคำสอนเรื่องการเอาชนะความชั่วด้วยความดีหลักธรรมเพ่อการปกครองที่ดี (ทศพิธราชธรรม) หลักพรหมวิหารธรรมเป็นต้น


พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น

พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ เมื่อจักรพรรดิเกาหลีมีพระประสงค์จะเจริญสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่น จึงส่งคณะทูภนำพระพุทธรูปและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไปถวายแก่จักรพรรดิญี่ปุ่น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้ความเลื่อมใสศาสนาชินโตอันเป็นศาสนาตั้งเดิมของบรรพชนญี่ปุ่น
พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับโดยเริ่มเป็นที่นิยมนับถือกันในหมู่ชนชั้นสูงก่อนแล้วค่อยแพร่หลายออกไปในหมู่ประชาชน เริ่มจากต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมาเมื่อเจ้าชายโซโตกุผู้สำเร็จราชการของจักรพรรดินีซูอิโกะได้ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ทรงเอาใจใส่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในทุกด้านและประกาศพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในยุคนี้จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นยุค สัทธรรมไพโรจน์ส่งผลให้พระพุทธศาสนานิกายมหายานเจริญมั่นคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ญี่ปุ่นได้ปรับบทบาทของพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของประเทศ ส่งผลให้เกิดนิกายทางพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นขึ้น ๓ นิกายหลัก และเป็นที่เลื่อมใสนับถือกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ นิกายโจโตหรือนิกายสุขาวดี นิกายเซน และนิกายนิซิเรน

กว่างโดยสรุปพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมลงในบางยุคสมัยเมื่อได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองปกครอง จนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งมีการส่งเสริมการศึกษา และการวิจัยทางพระพุทธศาสนา แปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกจากภาษาจีน ทิเบต เกาหลีเป็นภาษาญี่ปุ่นมีการจัดตั้งองค์กรทางพระพุทธศาสนาเพ่อเผยแผ่และสืบต่อพระพุทธศาสนากับประเทศต่างๆ รวมทั้งได้ก่อตั้งคณะพุทธศาสน์ขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อจัดการเรียนการสอนทางด้านพระพุทธศาสนาเป็นการเฉพาะอีกด้วย

พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลี

พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลี ก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนา ชาวเกาหลีนับถือศาสนาซามานอยู่ก่อน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๙๑๕ จีนก็ได้ส่งสมณทูตชื่อว่า “ซุนเตา” เข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักโคคูเรียวบนคาบสมุทรเกาหลี และใน พ.ศ. ๙๒๕ พระภิกษุชาวอินเดียชื่อ มาลานันทะ ได้จารึกผ่านประเทศเกาหลีพร้อมกับเผยแผ่พระพุทธศาสนาประกอบดับอิทธิพลความเชื่อของจีนที่มีต่อเกาหนีจึงทำให้ชาวเกาหลีเริ่มหันมาสนใจและยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในเกาหลีระยะหนึ่ง จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ จึงได้เสื่อมโทรมลงภายหลังจากราชวงศ์ยี่เข้ามามีอำนาจและสนับสนุนให้ลัทธิขงจื้อเป็นศาสนาประจำชาติและได้รับกาฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา มีการสร้างวัดและพระพุทธรูปอย่างแพร่หลาย รวมทั้งได้แปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาเกาหลีแล้วจารึกลงบนแผ่นไม้ แผ่นหินและพิมพ์เป็นหนังสือจำนวน ๕,๐๔๘ เล่ม รวมเรียกว่า พระไตรปิฏกฉบับสุง
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๑ เกาหลีตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น พุทธศาสนิกชนเกาหลีและญี่ปุ่นได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในเกาหลีให้เจริญรุ่งเรือง โดยจัดกิจกรรมทางพระพุทธสาสนาขึ้น เช่นการออกวารสารทางพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม เป็นต้น แต่เมื่อญี่ปุ่นถอนตัวออกไปประกอบกับปัญหาทางการเมือง ส่งผลให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงอีกครั้งจนถึงยุคการเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง พ.ศ. ๒๔๙๑ เกาหลีถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ คือ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ จากระบอบการปกครองที่ต่างกันทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้

ปัจจุบันมีพุทธศาสนานิกชนชาวเกาหลีได้ประมาณ ๓๐ ล้านส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายเชนผสมกับความเชื่อในพระอมิตาพุทธและศรีอาริยเมตไตรย์ มีการจัดตั้งพุทธสมาคมขึ้นหลายแห่ง เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางในการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่จัดตั้งขึ้นอยู่ในความควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิกา

พระพุทธศาสนาในประเทศจีน

พระพุทธศาสนาในประเทศจีน พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองจากเอเชียกลางและแผ่ขยายเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๔ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น และได้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วในศตวรรษต่อๆ มาโดยอาศัยเส้นทางการค้าขายที่จีนติดต่อกับอินเดียโดยตรง โดยคณะพูตจากอินเดียได้เดินทางมาจีนและพระภิกษุจีนได้จารึกไปอินเดีย
จึงเริ่มรับเอาพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการในสมัยของพระเจ้าฮั่นเม่งเต้ พระองค์ได้ส่งคณะทูตไปสืบพระพุทธศาสนาทางตอนเหนือของอินเดีย เมื่อเดินทางกลับประเทศจีน คณะทูตได้นิมนต์พระเถระมาด้วย ๒ รูป คือ พระกัสปมาตังคะ และพระธรรมรักษ์ และจักพรรดิจีนได้ทรงสร้างวัดพระพุทธศาสนาขึ้นในจีนเป็นครั้งแรกนอกพระนคร ชื่อว่า “วัดแปะเบ้ยี่ แปลว่า วัดม้าขาว เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าซึ่งบรรทุกพระธรรมคัมภีร์มาสู่ประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ฮั่นยังไม่แพร่หลายมากนัก เป็นแต่เพียงนับถือกันในหมู่ชนชั้นสูง จนเมื่อมีการแปลพระสูตรสำคัญทางฝ่ายมหายาน เช่นคัมภีร์พระอภิธรรมและปรัชญาปารมิตาสูตร คำสอนในพระพุทธศาสนาจึงเริ่มแพร่ขยายกว้างขวางออกไป
พระพุทธศาสนาในประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในบางยุคสมัยและเสื่อมลงต่ำสุดในบางช่วงเวลา เหตุผลของความเจริญและความเสื่อมแตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคสมัย จนถึงยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ๒๔๙๒ พระพุทธศาสนาได้รับผลกระทบอย่างมาก วัดถูกยึดเป็นสถานที่ทางราชการ ห้ามประกอบศาสนากิจต่างๆ การเผยแผ่หลักธรรมคำสอนถือเป็นเรืองต้องห้ามและผิดกฎหมาย พระภิกษุถูกบังคับให้ลาสึกขา พระธรรมคัมภีร์ต่างๆ ถูกเผาทำลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๑๒

ต่อมาภายหลังจากการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อ ตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ รัฐบาลชุดใหม่ของจีนได้ผ่อนปรนการนับถือศาสนาและลัทธิความเชื่อให้กับประชาชนมากขึ้นพุทธศาสนิกชนชาวจีนจึงได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอีกครั้ง ปัจจุบันชาวจีนส่วนใหญ่ได้นับถือพระพุทธศาสนิกชนชาวจีนจึงได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นอีกครั้ง ปัจจุบันชาวจีนส่วนใหญ่ได้นับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการนับถือสัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า ขณะที่รัฐบาลจีนก็ได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศจีน และสภาการศึกษาพระพุทธศาสนาขึ้นในกรุงปักกิ่ง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนากับนานาประเทศ

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย

๑) พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง และยังประโยชน์สุขแต่ชาวอินเดียเรื่อยมาจนกระทั่งประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ร่องรอยการเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนาในอินเดียก็ได้ปรากฏขึ้น อย่างไรก็ตามในยุคการกอบกู้อิสรภาพของอินเดีย พระพุทธศาสนาได้กลับมาเจริญขึ้นในอินเดียอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีบุคคลหลายท่านที่เห็นความสำคัญและคุณค่าของพระพุทธศาสนาที่มีต่อมวลมนุษยชาติ ดังต่อไปนี้
เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม  ชาวอังกฤษในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย ท่านได้นำให้มีการสำรวจแหล่งโบราณสถานโบราณวัตถุและศิลปกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนานับได้ว่าท่านเป็นผู้บุกเบิกการขุดค้นโบราณสถานทางพระพุทธศาสนาในอินเดีย ทำให้ชาวอินเดียต่างพากันหันมาสนใจมรดกอันเป็นผลผลิตทางความคิด
และความเพียรพยายามของชาวอินเดีย ทำให้เกิดการรื้อฟื้นการเรียนรู้พระพุทธศาสนาขึ้นในหมูปัญญาชนชาวอินเดีย
เวอร์เอ็ดวินอาร์โนลด์    เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในด้านวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ท่านได้เขียนงานพุทธประวัติขึ้น มีชื่อว่า “ประทีปแห่งเอเชีย” (The Light ofAsia) ทำให้เรื่องราวของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๔ อนาคาริก ธรรมปาละ ชาวลังกาผู้มีความศรัทธา และมีความปรารถนามุ่งมั่นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้ก่อตั้ง “แห่งโพธิสมาคมขึ้น ภายใต้ความร่วมมือของเหล่าปัญญาชนชาวอินเดียและกัลยาณมิตรชาวต่างชาติผู้มีความและห่วงใยในพระพุทธศาสนา มหาโพธิสมาคมได้กลายเป็นศูนย์กลางการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย โดยการจัดให้มีพิธีกรรม บรรยายธรรม ปาฐกถาธรรม รวมทั้งการออกนิตยสารภาคภาษาอังฤษชื่อว่า “มหาโพธิรีวิว” เพื่อเผยแพร่กิจกรรมและแนวคิดทางพระพุทธศาสนา

ในยุคหลังของการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย ได้มีชาวอินเดียที่มีบทบาทสำคัญท่านหนึ่งคือ ดร.เอ็มเบดการ์ เป็นแกนนำชาวอินเดียวรรณศูทรประกาศปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะนับถือพระพุทธศาสนา รวมทั้งผู้นำชาวอินเดียท่านอื่นๆ แม้มิใช่พุทธศาสนนิกชนแต่ก็ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา ปัจจุบันจึงทำให้ชาวอินเดียประกาศตนนับถือพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุนงานพระพุทธศาสนาด้วยการส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสนับสนุนพุทธศาสนิกชนต่างประเทศในการสร้างวัดขึ้นในอินเดีย เพราะชาวอินเดียโดยทั่วไปต่างระลึกเสมอว่า พระพุทธเจ้าคือบุคคลผู้นำเกียรติภูมิอันสูงส่งมาสู่อินเดีย

บทที่3บทสรุปและการวิเคราะห์

บทที่3


บทสรุปและการวิเคราะห์


           ศาสนานั้นย่อมสอนให้คนเรานั้น เป็นคนดีเสมอ  แต่คนเรานั้นจะใช้ในทางใด แต่ศาสนานั้น มีความสำคัญหมดทั่วโลก ตั้งแต่เกิดจนตาย ศาสนาก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นพุทธศาสนานั้น ไม่ได้มีที่ชมพูทวีปเพียงอย่างเดียว มีทุกที่ในโลก ดังนั้นเราลองมาเรียนรู้กับ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศกันเถอะ ซึ่งเรื่องนี้ ทุกศาสนาสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็น พุทธศาสนิกชนเท่านั้นแรกเลยพุทธศาสนานั้น ไม่ได้มีในเฉพาะ ดินแดนชมพูทวีปเพียงอย่างเดียว ตามที่บอกไปคือ มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งแต่ละชาตินั้น จะให้ความสำคัญกับแต่ละศาสนาต่างกันไป ทีนี้ เราลองมาดูเกี่ยวกับ ทวีปเอเชียกันดีกว่า ว่าพุทธศาสนานั้นได้เข้าไปถึงที่ใดบ้างคือ ประเทศ ศรีลังกา ศรีลังกานั้นก็คือ ประเทศ1ในแถบ เอเชียใต้ ซึ่งใกล้กับ มัลดีฟ ซึ่งศรีลังกานั้นมีประวัติที่เกี่ยวกับ การเผยแผ่พระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ในสมัย พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ซึ่งมี พระโอรสและพระธิดาของ พระเจ้าอโศกมหาราช เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ซึ่งพระองค์นั้นก็เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จนถึงขั้น ถวาย "อุทิศมหาเมฆวัน" ซึ่งเป็นอุทยานมาให้เป็นวัด "วัดมหาวิหาร" แล้วเคยมีการทำสังคยานา ในศรีลังกามาแล้ว หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไป 238 ปี ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ในศาสนาพุทธ


            ต่อมา ในสมัย พระเจ้าวัฏฏะคามณีอภัย ได้โปรดให้มีการทำสังคยานาอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ.452 หรือ 453 ซึ่งใช้เวลานานถึง 1 ปีเต็ม จึงมีการจารึกบนใบลานเป็นครั้งแรก ต่อมา ในพุทธศตวรรษที่ 12-20 ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตของศาสนาพุทธในศรีลังกา มีความเดือดร้อนจากการรุกรานของอินเดียบ้าง ปัญหาในศรีลังกาเองบ้าง ถึงต้องมีการนำสงฆ์จากพม่า มาฟื้นฟู แต่ในศตวรรษที่ 20 ศรีลังกาถูกการล่าอนานิคม และมีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทำให้ศาสนาพุทธนั้น เสื่อมเสีย แล้วขณะนั้น ชาวลังกาเอาแต่ฆ่าฟันกันเอง ทำให้ศาสนาพุทธนั้น ไม่ได้มีตัวตนในศรีลังกาเลยแม้แต่น้อย ต่อมา พระพุทธศาสนาก็ได้กลับมาอีกครั้ง โดยมีสงฆ์มาเผยแผ่ แล้วมีการบวชครั้งใหญ่ถึง 3,000 คน จากสงฆ์ เพียง 10 รูป เท่านั้น ที่เมืองแคนดี้ แล้วท่าน ธรรมปาละ ก็ได้ตั้ง สมาคมมหาโพธิ์ในการฟื้นฟูด้วยในศรีลังกานี้มีเทศกาลหนึ่งที่สำคัญมากคือ งาน เปราเฮร่า อยู่ที่เมืองแคนดี้ แล้วก็มีสงฆ์ชาวไทยไปบวชเรียนที่  ศรีลังกาไม่น้อยเลย ในตอนนี้


           ต่อมาคือ ในเนปาล ซึ่งเนปาลนั้นก็คือ ชมพูทวีปด้วย เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ประสูติในประเทศนี้ นับมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยนั้น อินเดียกับเนปาลนั้น ยังเป็นประเทศเดียวกันอยู่ ไม่เหมือนในปัจจุบัน ที่มีการแยกตัวกันไปในหลายประเทศ ซึ่งในเนปาลนั้น ก็มีการสร้างสิ่งต่างๆจนเป็นที่จดจำเช่น สวนลุมพินีวัน ,  เจดีย์ในกรุง กาฐมาณฑุ ,มหาวิทยาลัย นาลันทา ฯลฯ ซึ่งต่อมา กลุ่มมุสลิมก็ได้ทำการรุกราน ในอินเดีย ซึ่งต่อมา มหาวิทยาลัย นาลันทาที่อยู่อินเดียนั้น


 


 


ถูกทำลาย ทำให้ศาสนาพุทธทั้ง 2 ประเทศนั้น เสียหายเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันนั้น ศาสนาพุทธในเนปาล และ อินเดียก็ดีขึ้นกว่าเดิม มีการปรับปรุงมากขึ้น แต่ไม่ได้นิยมมากกว่าเดิม เพราะผู้คนส่วนใหญ่นั้น ให้การนับถือ ศาสนา พราหมณ์-ฮินดู มากขึ้น แล้วมีสมาคมหนึ่งที่ประเทศไทยกับเนปาลนั้นได้ตั้งขึ้น คือ "ธัมโมทัยสภา" ซึ่งเนปาลนั้น มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีแล้ว ด้านศาสนาก็ดีด้วย ส่วนอินเดียนั้น มีสถานที่เด่นๆเช่น เจดีย์ในเมือง พุทธคยา เมืองพาราณสี ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธา ของศาสนิกชนทั่วโลก ที่หลั่งไหลที่จะไปสัมผัสเป็นจำนวนมาก ต่อมาคือ ภูฏาน แม้ว่า ภูฏานนั้น จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่พระพุทธศาสนานั้นก็น่าสนใจมาก เพราะว่า มีศาสนาสถานต่างๆเช่น ซอง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวภูฏานเค้า แล้วเราไม่สามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ง่ายๆด้วย(ผู้เขียนก็ยังไม่เคย) แต่เห็นตามสารคดีแล้วสวยงามมาก แต่ในภูฏานนั้น ยังมีความเชื่อในเรื่องเวทมนต์อยู่ แต่ศาสนาพุทธนี่ พ่อ-แม่ที่มีลูกชาย ส่วนใหญ่ก็จะให้บวชเรียนตั้งแต่เด็กเลย เพื่อศึกษาเรียน พระสูตร พระธรรมวินัย แล้วชาวภูฏานนั้น เป็นคนที่เคร่งในเรื่องศาสนามากๆ จะเหมือนกันกับคนไทยเลยคือ ตั้งแต่เกิดจนตาย ศาสนาจะเข้ามาข้องเกี่ยวมาโดยตลอด ทุกๆคนจะเข้าใจว่า แต่ละประเทศที่กล่าวไปนั้น ก็มีความแตกต่างกันไป ก็คือ โลกมันไม่เหมือนกัน แต่มันไม่หยุดนิ่ง จริงๆยังมีประเทศที่น่าสนใจอีกมากมาย