พุทธประวัติ
๑.๑ การแสดงปฐมเทศนา
หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงดำริถึงบุคคลที่จะแสดงธรรมให้ฟังเป็นคนแรก ในเบื้องต้นทรงละลึกถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส แต่ทรงทราบว่าท่านทั้งสองได้เสียชีวิตแล้วจึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๑) เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อตอบปัญหาความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากการบำเพ็ยทุกรกิริยาพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาเสวยพระกระยาหาร ในมุมมองของปัญจวัคคีย์เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรพยายามเพื่อการตรัสรู้กาลายเป็นคน “เห็นแก่กิน” จึงพากันแยกทางหนีจากพระองค์ไป ดังนั้นเพื่อจะตอบปัญหาที่ค้างคาใจของปัญจวัคคีย์ และประสงค์ให้รู้ว่า “ทุกรกิริยามิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม แต่อริยมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์” พระองค์จึงทรงมุ่งหวังแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่นเป็นประการสำคัญ
(๒) ทรงประสงค์ให้ปัญจวัคคีย์เป็นสักขีพยานการตรัสรู้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญจวัคคีย์คือคณะบุคคลกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงออกบวชตาม และรู้เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมเพื่อการตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างดี ดังนั้นปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสักขีพยาน การตรัสรู้ของพระองค์
๒) ใจความสำคัญของปฐมเทศนา แบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้
ใจความตอนแรก ทรงแสดงถึงทางสุดโต่งหรือสุดขั้ว ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอันเป็นทางหย่อนเกินไป และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป้นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นทางตึงเกินไป จึงทรงแนะนำทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรคมีองค์แปด หรือ ไตรสิกขา เพื่อเป็นทางเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องนำไปสู่ความสงบและการตรัสรู้
ใจความตอนกลาง ทรงแสดงถึง อริยสัจ คือ ความจริงที่ประเสริฐ ๔ ประการที่พระองค์ได้ตรัสรู้ได้แก่ ความจริงว่า ด้วยความทุกข์ (ทุกข์) ความจริงว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ ((สมุทัย) ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ (นิโรธ) และความจริงว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) อันเป็นวิธีการแก้ทุกข์หรือปัญหาที่ถูกต้อง โดยทรงอธิบายถึงกระบวนการตรัสรู้อริยสัจจว่าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ตามขั้นตอนอย่างไร
ใจความตอนสุดท้าย ทรงแสดงว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว โดยทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
๑.๒ โอวาทปาฏิโมกข์
ภายหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จประกาศหลักคำสอนพร้อมกับส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ในขณะที่พระองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารที่เมืองราชคฤห์ ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายสวนไผ่และสร้างที่ประทับของพระพุทธเจ้า เรียกว่า วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
ในวันเพ็ญเดือน ๓ แห่งปีการตรัสรู้ พระอรหันตสาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมายมาก่อน พระพุทธองค์ได้ถือเอาการประชุมใหญ่ครั้งนี้เอง (จาตุรงคสันนิบาต) แสดงโอวาทปาฏิโมข์
โอวาทปาฏิโมกข์ แปลว่า “โอวาทที่ทรงประทาน” หรือ “คำสอนที่เป็นหลักใหญ่” หมายถึงธรรมะที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจึงนิยมเรียกโอวาทปาฏิโมกข์ว่าเป็น “หัวใจพระพุทธศาสนา
ใจความสำคัญของโอวาทปาฏิโมกข์แบ่งออกเป็น ๓ ตอนเรียงตามลำดับดังนี้
ความตอนแรก ทรงแสดงหลักการและแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธศาสนาได้แก่
(๑) ความอดทน (ขันติ) คือ ความอดกลั้นเป็นตบอย่างยิ่ง หมายถึง การบำเพ็ญตบะ (การทรมานตน) ด้วยวิธีการต่างๆ นั้น ไม่ใช่เป็นวิธีการเผาผลาญบาปและกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ สาระสำคัญของตบะตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แก่ ขันติธรรม คือ ความอดทนที่จะดำเนินตามวิธีการที่ถูกต้อง มีจิตใจมั่นคงเข็มแข็งตั้งตนในหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ท้อถอย
(๒) พระนิพพานเป็นธรรมสูงสุด หมายความว่า พระนิพพานเป็นอุดมการณ์หรือจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา อันได้แก่ การดับกิเลสคือความโลภ ความโกรธ และความหลง
(๓) บุคคลที่ยังทำร้ายผู้อื่น ไม่ถือว่าเป็นบรรพชิต หมายถึง บุคคลผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ถือว่าเป็นสมณะ พระภิกษุสงฆ์ต้องไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ใครๆ ควรเป็นผู้ประกอบด้วยความเตตากรุณา ปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์และความสงบสุขของคนทั้งปวง
ความตอนที่ สอง ทรงตรัสสรุปข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาลงเป็นหลักการสำคัญซึ่งชาวพุทธมักเรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา มี 3 ประการคือ
๑. การไม่ทำบาปทุกอย่าง (ละชั่ว สะอาด)
๒. ยังกุศลให้ถึงพร้อม (ประพฤติดี สว่าง)
๓. ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว (ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สงบ)
ความตอนที่สาม ทรงแสดงถึงหลักการประพฤติปฏิบัติตนในการทำงานของผู้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่าจะต้องประกอบไหด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
๑. ต้องเป็นผู้ไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
๒. เคร่งครัดในระเบียบวินัย
๓. รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร
๔. มีจิตใจแน่วแน่เข็มแข็ง ฝึกพัฒนาจิตของตนอยู่เสมอ
๕. มุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย
๑.๓ การศึกษาพุทธประวัติจากพระพุทธรูป
๑) กำเนิดพระพุทธรูป ในทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่าพระพุทธรูปหรือรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้าเริ่มสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ สมัยคันธารราษฎร์ เมื่อพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายเกรีกแห่งแคว้นคันารหรือคันธารราษฎร์ทางตอนเหนือนของอินเดียและชาวกรีกได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ช่างชาวกรีกที่เคยนับถือเทพเจ้าและสร้างรูปเคารพมาก่อนจึงจำหลักศิลารูปพระพุทธเจ้าขึ้นเคารพบูชาเป็นครั้งแรก
ในระยะแรกของการสร้างพระพุทธรุปจะนิยมสร้างตามปางพระพุทธรูปตามสังเชนียสถานทั้ง ๔ คือ ที่ประสูติสร้างเป็นรูปพระโพธิสัตว์ ที่ตรัสรู้ปางมารวิชัย ที่แสดงปฐมเทศนาจะยกพระหัตถ์จีบนิ้วพระหัตถ์เป็นรูปวกกลม ที่ปรินิพพานปางไสยสน์ และต่อมาการสร้างพระพุทธรุปก็ได้แพร่หลายทั้งในประเทศอินเดียและประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย
๒) วัตถุประสงค์ของการสร้างพระพุทธรูป มีดังนี้
๑. เพื่อเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้าในการสักการบูชา
๒. เพื่อเป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าเคยมีพระชนม์อยู่จริง
๓. เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดความศรัทธาน้อมนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
๔. เพื่อน้อมจิตใจพุทธศาสนิกชนให้ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติและยึดเหนี่ยวจิตใจเลื่อมใสศรัทธาของพุทธบริษัท
๕. เพื่อแสดงถึงพลังศรัทธาและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัย
๖. เพื่อเป็นหลักฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เคยแผ่ขยายเข้ามานดินแดนนั้นๆ
๓) ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป
(๑) พระเกตุมาลา คือส่วนที่นูนขึ้นตรงกระหม่อมกลางศีรษะ เรียกว่า อุณหิสตามตำรามหาปุริสลักษณะ พระเกตุมาลาเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระพุทธรูปและรูปของพระสาวกและมนุษย์ทั่วไป
(๒) พระศก คือ ผมที่ขมวดเป็นปมเวียนขวาคล้ายก้นหอย
(๓) พระรัศมี คือ รูปเปลวเปล่งรัศมีตั้งอยู่บนพระเกตุมาลา
นอกจากลักษณะดังกล่าวนี้ พระพุทธรูปยังมีลักษณะพิเศษอื่นๆ อีกเช่นพระอุระที่นูนเป็นพิเศษ พระกรกลมกลึงและเรียวงาม นิ้วพระหัตถ์มีทั้งที่เสมอกันทุกนิ้วหรือสั้นยาวตามลักษณะสำคัญพระหัตถ์อูมอิ่ม พระชงฆ์ไม่คดงอ พระบาทอวบอูมเป็นต้น
สำหรับลักษณะการห่มจีวร ในสมัยแรกของการสร้างพระพุทธรูป นิยมออกแบบให้ห่มจีวรคลุมพระวรกายทั้งหมด ต่อมาภายหลังได้ออกแบบให้ห่มจีวรตามพระวินัย กล่าวคือ ห่มเฉวียงพระอังสา (เปิดพระอัสาขวา) และมีผ้าสังฆาฎิพาดที่พระอังสาข้างซ้าย ห้อยลงมาเกือบถึงพระนาภี