การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทวีปเอเชีย
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศอินเดีย
พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นท่ามกลางสังคมอินเดียทีมีความหลากหลายด้านความเชื่อ ศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา และที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ตลอดจนลัทธิที่เกิดขึ้นมาภายหลังอีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาในดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดียเหมือนกับลัทธิศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้น แต่พุทธศาสนามีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลัทธิศาสนาต่าง ๆ ได้แก่การอุบัติขึ้นมาพร้อมกับการปฏิรูปสังคมอินเดียเสียใหม่ คือพุทธศาสนาได้เสนอหลักทฤษฎีใหม่ ซึ่งหักล้างกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการที่แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์โดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อพุทธศาสนาเคยได้เจริญรุ่งเรืองในอินเดียมาก่อน ย่อมจะทำให้สังคมอินเดียได้รับอิทธิพลด้านความคิด ความเชื่อจากพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศเนปาล
ได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาฝ่ายเถระวาทขึ้นในประเทศเนปาล โดยส่งภิกษุสามเณรไปศึกษาในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่น ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา โดยเฉพาะประเทศไทยนั้น พระภิกษุสามเณรชาวเนปาล ซึ่งได้บรรพชาและอุปสมบทแบบเถรวาทได้มาศึกษาพระปริยัติธรรม และศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฏราชวิทยาลัยนอกจากนั้นคณะสงฆ์เนปาลยังได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศไทยไปให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวเนปาล ณ กรุงกาฐมาณฑุ พร้อมทั้งทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชาวเนปาล นอกจากนี้สมาคมธัมโมทัยสภา ได้อุปถัมภ์ให้พระภิกษุจากประเทศศรีลังกาและพระภิกษุสงฆ์ในประเทศเนปาลที่ได้รับการอบรมมาจากประเทศศรีลังกา ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง พร้อมทั้งมีการแปลพระสูตรจากภาษาบาลีเป็นภาษาถิ่น พิมพ์ออกเผยแพร่เป็นจำนวนมากด้วย
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศศรีลังกา
พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศลังกาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในลังกา และได้เสื่อมถอยจากลังกา เนื่องจากการเข้ารุกรานของชาติตะวันตก ได้แก่ฮอลันดา และอังกฤษ ต่อมาภายหลังพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง โดยได้นิมนต์พระสงฆ์ชาวไทยไปเผยแผ่และในขณะเดียวกันก็ได้เกิดนิกายอมรปุรนิกายจากพระชาวลังกาที่ไปอุปสมบทจากประเทศพม่า และรามัญนิกาย ไปอุปสมบทจากเมืองมอญ พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง และเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมลังกา เป็นศาสนาประจำชาติ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตคนลังกามาก ฯ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศญี่ปุ่น
พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านเกาหลี ในหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ นิฮอนโกชิ ได้บันทึกไว้ว่า วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๑๐๙๕ เป็นปีที่ ๑๓ ในรัชกาลพระเจ้ากิมเมจิ จักรพรรดิองค์ที่ ๑๙ ของญี่ปุ่น พระพุทธศาสนาได้เข้าสู่ญี่ปุ่น โดยพระเจ้าเซมาโว แห่งเกาหลี ส่งราชทูตไปยังราชสำนักพระเจ้ากิมเมจิ พร้อมด้วยพระพุทธรูป ธง คัมภีร์พุทธธรรมและพระราชสาสน์แสดงพระราชประสงค์ที่จะขอให้พระเจ้ากิมเมจิรับนับถือพระพุทธศาสนา
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศเกาหลี
พระพุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่ประเทศเกาหลีเมื่อ พ.ศ. ๙๑๕ โดยสมณทูตซุนเตา เดินทางจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรโกคุริโอ คือ ประเทศเกาหลีในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาได้ขยายเข้ามาในเกาหลีอย่างรวดเร็วเพียงระยะเวลา ๒๐ ปี ก็มีการสร้างวัดขึ้นมากมาย เฉพาะเมืองหลวงแห่งเดียว ๙ วัดประเทศเกาหลีในสมัยก่อนนั้นประกอบด้วย ๓ อาณาจักรคือ โกคุริโอ ปีกเช และซิลลา แต่ผู้นำทั้ง ๓ อาณาจักรก็นับถือพระพุทธศาสนาและให้การสนับสนุนกิจการต่างๆ อันที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเสมอ และที่สำคัญได้ทรงถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ส่งเสริม และให้การศึกษาแก่ประชาชนและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน พร้อมทั้งสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติพระพุทธศาสนาจึงมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดมา
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศจีน
พระพุทธศาสนาได้เข้ามาในประเทศจีนดังได้ปรากฎในหลักฐาน เมื่อประมาณพุทธศักราช ๖๐๘ ในสมัยของพระจักรพรรดิเม่งเต้แห่งราชวงค์ฮั่น พระได้จัดส่งคณะทูต ๑๘ คน ไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย คณะทูตชุดนี้ได้เดินทางกลับประเทศจีนพร้อมด้วยพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระกาศยปมาตังคะ และพระธรรมรักษ์รวมทั้งคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อพระเถระ ๒ รูป พร้อมด้วยคณะทูตมาถึงนครโลยางททพระเจ้าฮั่นเม่งเต้ได้ทรงสั่งให้สร้างวัดเพื่อเป็นที่อยู่ของพระทั้ง ๒ รูป นั้นซึ่งมีชื่อว่า วัดแป๊ะเบ๊ยี่ แปลเป็นไทยว่า วัดม้าขาว เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าตัวที่บรรทุกพระคำภีร์ทางพระพุทธศาสนากับพระเถระทั้งสอง หลังจากนั้นพระปาศยมาตังตะ กับพระธรรมรักษ์ได้แปลคำภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาจีนเล่นแรก
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศทิเบต
ชาวทิเบตมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก เช่น เมื่อใดที่ชาวทิเบตเดินทางไปกรุงลาซาแล้ว เห็น ยอดพระราชวังโปตาลาก็กราบเคารพ หรือชาวทิเบตบางคนที่เดินทางไปจาริกแสวงบุญไปยัง ประเทศอินเดียเพื่อไหว้ พุทธสังเวชนียสถาน จะเดินพนมมือไปเรื่อย ๆ เมื่อเดินครบ ๓ ก้าว จะก้มลงกราบด้วยเช่นกัน ซึ่งชาวทิเบตเหล่านี้ มีความเชื่อว่าถ้าหากตายในขณะเดินทางไปจาริกแสวงบุญก็เรียกว่า สู่สุคติแล้ว และถ้าในครอบครัวชาวทิเบตนั้น มีลูกชาย ก็ต้องให้ออกบวชอย่างน้อยหนึ่งคน และพุทธศาสนิกชนที่ดีนั้นจะต้องสอนบทสวดมนต์ง่าย ๆ ให้แก่ลูกหลาน เพื่อนำ ไปปฏิบัติสืบต่อกันด้วย
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศภูฏาน
ชาวภูฏานส่วนใหญ่ที่นับถือพระพุทธศาสนานั้นโดยเฉพาะพระสงฆ์และผู้อาวุโสที่นับถือจะมีการสวดมนต์ นับลูกประคำอยู่เป็นกิจวัตรประจำวันเสมอ ชาวภูฏานบางครอบครัวที่มีลูกชายก็นิยมส่งบุตรหลานตนไปบวชเรียนตั้งแต่เด็ก เพื่อศึกษาความรู้วิชาการ ต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนา เช่น การเรียนพระสูตร พระวินัย ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวภูฏานและวิถีชีวิตส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น